Politics

“พลภูมิ” จี้ รัฐแก้ “น้ำมันแพง” แนะ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ช่วยประชาชน



ไทยรัฐออนไลน์

9 ก.พ. 2565 10:25 น.

“พลภูมิ” ส.ส.กทม.เพื่อไทย จี้ รัฐบาล เร่งแก้ปัญหา “น้ำมันแพง” หวั่น กระทบราคาสินค้า ซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชน แนะ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน บอก ควรยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ได้แล้ว

วันที่ 9 ก.พ. 65 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.เขตบึงกุ่ม-คันนายาว พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทย กำลังประสบกับภาวะวิกฤติหลายด้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะจากการลงพื้นที่ ตนได้รับเสียงสะท้อนเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กินระยะเวลามากว่า 2 ปี และยังไม่มีทีท่าว่าวิกฤตินี้จะจบลง เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาอยู่ที่หลักหมื่นอีกครั้ง ซึ่งผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างสาหัสแล้ว

แต่ปัจจุบัน ยังต้องมาเจอปัญหาซ้ำเติมในเรื่องของราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ปัจจุบันราคาอยู่ที่สูงกว่า 92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้ว และยังมีแนวโน้มจะแพงขึ้นไปอีก และประเทศไทย นำเข้าน้ำมันดิบถึง 85% ของน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด โดยนำมาใช้กลั่นทำน้ำมันดีเซลถึง 60% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด เพื่อใช้ในการขนส่งและทางการเกษตร ดังนั้น เมื่อน้ำมันแพง ก็ย่อมส่งผลกระทบทำให้สินค้าอุปโภคบริโภค และการบริการ มีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ประชาชนเดือดร้อนหนักเข้าไปอีก ทำให้สินค้าแพงและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จนได้ชื่อว่า “แพงทั้งแผ่นดิน”

ดังนั้นรัฐบาลควรจะออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยข้อเสนอที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ และเป็นส่วนที่อยู่ในการดูแลของรัฐ คือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่รัฐบาลเก็บถึงลิตรละ 5.99 บาท รวมภาษีมูลค่าบนภาษีอีกรวมเป็นลิตรละ 6.41 บาท ซึ่งในอดีตในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แทบไม่ได้เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนี้เลย โดยเก็บเพียงลิตรละ 0.005 บาท หรือ ครึ่งสตางค์เท่านั้น การลดการเก็บภาษีสรรพากรน้ำมันดีเซล จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันที่มีสถานะติดลบไปแล้วกว่า 14,000 ล้านบาท มาอุดหนุนราคาแต่อย่างใด และให้กำหนดราคาน้ำมันที่โรงกลั่นตามต้นทุนที่แท้จริง เท่ากับราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ โดยต้องไม่มีค่าขนส่งซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชน อีกทั้งปรับลดราคาส่วนผสมของพืชพลังงานทั้งราคาเอทานอลที่ผสมในแก๊สโซฮอล์ และ ราคาน้ำมันปาล์มที่ผสมในไบโอดีเซล อย่าให้สูงเกินไปมาก และเมื่อราคาน้ำมันลดลง ราคาสินค้าต่างๆ ก็จะปรับตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นการลดค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องควบคุมราคาสินค้าให้ได้ผล ก่อนที่ประชาชนจะเดือดร้อนกันมากกว่านี้

“ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่นี้ ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่มีความรู้ความสามารถเข้าใจความลำบากของประชาชนเข้ามาบริหารจัดการ หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ มัวแต่จะยุ่งกับความขัดแย้งภายในพรรคตัวเองหรือขัดแย้งในพรรคร่วมจนไม่ได้สนใจความทุกข์ยากของประชาชนก็ควรจะยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ได้แล้ว” นายพลภูมิ กล่าว.

อ่านเพิ่มเติม…



Source link

Leave a Reply

Your email address will not be published.

close